เพิ่มเพื่อน

QR Code Line

มาทำความรู้จักกับ OBD CAN และ ความเกี่ยวข้องกับระบบแก๊สยุคใหม่  

1) OBD CAN กับ ชุดหัวฉีด Europe Gas Oscar-N OBD CAN

OBD CAN เทคโนโลยีสำหรับรถยนต์รุ่นใหม่ อันที่จริง ชุดหัวฉีดแก๊สรถยนต์ที่สามารถรองรับ OBD 2 มีอยู่มากมายหลายยี่ห้อทว่าชุดหัวฉีด OBD CAN มีความแตกต่างจากชุดหัวฉีดทั่วไปที่สามารถต่อสัญญาณ OBD หลายประการดังนี้

 europe_gas_oscar_n_obd_can_plus_007.jpg

1.OBD CAN จะเป็นลักษณะการขอยืมข้อมูล มีการเก็บข้อมูล Shot tim กับ Long Tim ไว้ประมวลผลขั้นสุดท้ายในการสั่งฉีดจ่ายแก๊ส

2.กล่อง ECU ระบบ OBD CAN สามารถเรียนรู้คำสั่งกล่อง ECU รถยนต์แล้วตั้งคำสั่งให้มีการจ่ายแก๊สเหมาะสมตามสภาวะของผู้ขับขี่โดยอัตโนมัติลักษณะพิเศษของ ECU ระบบ OBD CAN ว่า โดยทั่วไป ECU 

รถยนต์จะมีเพียงแค่กล่องเดียวเรียกว่า Master ECU ส่วน ECU ของชุดหัวฉีดแก๊สทั่วไปเรียกว่า slave โดย ECU ของกล่องรถยนต์สั่งงาน อย่างไร กล่องแก๊สก็จะเรียนรู้และสั่งงานตามนั้น แต่พอเป็น CAN จะเป็นลักษณะการขอยืมข้อมูล โดยเก็บข้อมูล Shot tim กับ Long Tim ไว้ประมวลผลขั้นสุดท้ายในการสั่งฉีดจ่ายแก๊ส เมื่อกล่อง ECU แก๊สรับคำสั่งมาจะสามารถจับรูปแบบการขับขี่รถยนต์ของผู้ขับขี่ได้ หากรถยนต์คันดังกล่าวเปลี่ยนคนขับ กล่องแก๊สที่เป็น CAN BUD แทนที่จะทำงานตามกล่องน้ำมันเหมือนระบบ OBD ทั่วไป กลับกลายเป็นว่า กล่องแก๊สระบบ OBD CAN สามารถเรียนรู้คำสั่งหลักแล้วตั้งคำสั่งให้มีการจ่ายแก๊สให้เหมาะสมเองโดยอัตโนมัติ

กล่อง ECU แก๊สจะปรับสภาพการจ่ายแก๊สให้สอดคล้องกับสภาวะการขับขี่ของเจ้าของรถ ถ้าเจ้าของรถเป็นคนขับรถเร็วกล่อง ECU ก็จะปรับ การ สั่งจ่ายแก๊สให้รถสามารถวิ่งได้เร็วตาม เมื่อไหร่ก็ตามที่เปลี่ยนผู้ขับขี่คนใหม่ที่เป็นคนขับรถช้า ช่วงแรก ๆ ที่ขับก็จะรู้สึกว่ารถขับได้ลื่น ขับขี่คล่องตัว พอใช้ไปได้ระยะหนึ่งระบบการสั่งจ่ายแก๊สก็จะปรับให้รถวิ่งช้าลงตามพฤติกรรมของผู้ใช้โดยอัตโนมัติ

จุดเด่นของ OSCAR-N

ความครบครันของฟังก์ชั่นที่ทันสมัยทั้งหมดของ OSCAR-N นั้น มาพร้อมกับการใช้งานที่ง่าย และผ่านมาตรฐาน EURO 5 ช่างเกือบ ทั้งหมดนิยม ใช้ออโตจูน แต่ชุดแก๊สที่ดีไม่ควรทำแค่ออโตจูนแล้วจบ ควรมีการปรับแต่งเพิ่มเติมได้ง่าย ต่อไปซอฟท์แวร์ที่สามารถปรับแต่ง ด้วยการ กดปุ่มเพียงปุ่มเดียว จะตอบสนองความต้องการของช่างในจุดนี้ได้ และโดยระบบการทำงานของ OBD CAN ที่มีการทำงาน แทนช่างตลอดเวลา จะตอบ สนองความต้องการของผู้ใช้โดยไม่ต้องนำรถเข้าไปใช้บริการปรับจูนจากช่างบ่อย ๆ เหมือนที่ผ่านมาสิ่ง ที่ช่างทุกคนจะได้รับคือความเสถียรของการปรับแต่งด้วยซอฟท์แวร์ ซึ่งจะมีผลต่อการทำงานของเครื่องยนต์ ทำให้การเผาไหม้สมบูรณ์ และประหยัดเชื้อเพลิงกว่าหัวฉีดบางรุ่นบางยี่ห้อที่ไม่ได้ใช้ระบบ OBD ประมาณ 10% เมื่อเปรียบเทียบกับการขับขี่ในสภาวะเดียวกันระบบการจ่ายแก๊สของรถยนต์รุ่นใหม่ที่ใช้การจูนแบบ OBD CAN จะมีความใกล้เคียงกับน้ำมัน ไม่หนาหรือบางจนเกินไป และมีการปรับสภาพ การจ่ายแก๊สตามสภาวการณ์การขับขี่ตลอดเวลา ทำให้กระทบต่อการทำงานของรถยนต์น้อยลง ซึ่งในท้ายที่สุดจะทำ ให้รถยนต์สึกหรอลดลง และยืนอายุการใช้งานได้ยาวนานยิ่งขึ้นการทำงานอยู่ตลอดเวลาของ ECU แก๊สจะส่งผลดีต่อการใช้เชื้อเพลิงแก๊สในบ้านเราที่มีส่วนผสมระหว่างโพรเพนกับบิวเทนไม่คงที่ บางวัน
เจอแก๊สที่มีโพรเพน 70 บิวเทน 30 บางวัน 60/40 บางวันเจอ 50/50 ดังนั้นระบบที่มีการอ่านค่าตลอดเวลานั้นสามารถอ่านค่าได้ทุกช่วง และทุกรอบของการขับขี่ ทำให้สามารถปรับการฉีดจ่ายแก๊สตามค่าของเชื้อเพลิงได้เรียกว่ามีคุณสมบัติครบครันทั้งในเรื่องของความประหยัด ถนอมเครื่องยนต์ และรักษามลภาวะ ช่วยบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อน

ถอดรหัสฟังก์ชั่นการปรับตั้ง...จูนง่ายกว่าที่คิด

กล่องสมองกลอัจริยะของ OSCAR-N มีขั้นตอนการใช้งานค่อนข้างง่าย การปรับตั้งแบบออโตจูนจะมี 2 รูปแบบ คือ

(1) เดินเบาอย่างเดียว ระบบจะทำการ Learning การฉีดโดยอนุมานว่าถ้าเป็นรอบเท่านี้การฉีดต้องเป็นเท่าไหร่ เป็นกี่เท่าของการฉีดน้ำมัน
(2) เดินเบา แล้วเร่ง 3,000 รอบ กลับมาเดินเบาอีกครั้ง พร้อมทั้งจำลองโหลดว่าตอนเดินเบาน้ำมันเป็นเท่าไหร่ จากนั้นกลับมาเร่งที่
3,000 รอบ ดูโหลดระหว่างน้ำมัน-แก๊ส ทำซ้ำ ๆ จนค่าเท่ากันปกติรถยนต์ทั่วไป ใช้แค่สองโหลดไม่เพียงพอ ต้องมีโหลดอื่นด้วย ในรอบที่ 2,000 กว่า 3 ,000 กว่า และ 4,000 กว่า ถ้าเป็นการออโตจูน จะเป็นเพียงแค่การประมาณการว่าจะฉีดเท่าไหร่ ถ้าต้องการมากกว่านั้นช่างต้องจูนแบบที่สอง ต้องมีการดูในรายละเอียดว่าแต่ละโหลดเป็นอย่างไร โดยนำรถยนต์ไปทดลองวิ่งดู
ชุดหัวฉีดแก๊สในยุคที่สอง จะมีเส้นกราฟ 2 เส้น เป็นเส้นกราฟน้ำมัน และแก๊ส ให้เทียบเคียงดูว่ามีการจ่ายเชื้อเพลิงอย่างไร ถ้าเส้น
ทั้งสอง เส้นทับกัน แสดงว่าจ่ายแก๊สได้เท่ากับน้ำมัน แต่ถ้าไม่เท่ากันช่างต้องมาปรับแต่งทีละจุด ๆ ให้กราฟทั้งสองเส้นเท่ากัน
ซึ่งตรงนี้ต้องอาศัยฝีมือช่างสำหรับชุดหัวฉีดแก๊สยุคที่สาม เป็นระบบ OBD CAN ซึ่งกราฟยังคงเป็นสองเส้นเหมือนเดิม มีเส้นกราฟน้ำมันกับแก๊ส ทว่าแตกต่างจาก ยุค ที่สองตรงที่หลังจากออโตจูนแล้ว เส้นกราฟน้ำมันกับแก๊สไม่เท่ากัน ช่างไม่ต้องแต่งเพิ่ม เนื่องจากมีโปรแกรมแต่งค่าให้ โดยช่างเพียงแค่กดปุ่มเพียงปุ่มเดียว ความละเอียดของกราฟจะเพิ่มขึ้นเป็น 20 จุด เนื่องจากในขั้นตอนการปรับแต่งไม่ต้องอาศัยฝีมือช่าง เพียงแค่กดปุ่มเพียงปุ่มเดียว เส้นที่ห่าง จากกันจะปรับเข้าหากันโดยอัตโนมัติ ระบบนี้พัฒนาให้ซอฟท์แวร์ทำการปรับแต่งแทนช่างทำให้สามารถลดความ เหลื่อมล้ำของฝีมือช่าง การปรับ จูนจะมีความเสถียร สามารถจบงานได้เร็วกว่า อย่างไรก็ตาม รถยนต์รุ่นใหม่สามารถเลือกใช้การปรับจูนแบบ OBD CAN
โดยต่อสาย OBD สองเส้นเข้าฟังก์ชั่น OBD ระบบจะปรับการ Learning อยู่ตลอดเวลา เป็นวินาทีต่อวินาที ถ้าแก๊สบางไปกราฟ
จะยกขึ้นไปเป็นบวก คือมีการปรับเพิ่ม-ลดจนค่าเป็น 0 ทั้งนี้การคำนวณจะมีความละเอียดค่อนข้างมาก มีการนำออกซิเจนเซ็นเซอร์, อุณหภูมิน้ำ,อุณหภูมิอากาศ,เครื่องยนต์ และอุณหภูมิไอดี แรงดูดในแอร์โฟร์มิเตอร์ แรงการเคลื่อนของอากาศ ฯลฯ มาคำนวณการฉีดจ่ายแก๊สขณะเดียวกันในส่วนของการปรับแต่ง พิเศษสำหรับรถซิ่ง ช่างสามารถเลือกตารางการจูนแบบ 3D ปรับแต่งเพิ่มเติมได้ฟังก์ชั่นการทำงานพื้นฐานของกล่อง ECU นั้นมีครบถ้วน ทั้งการสตาร์ทด้วยแก๊ส เมื่อแก๊สหมดตัดเป็นน้ำมัน การชดเชยแรงดัน และการชดเชย อุณหภูมิ และที่มีเพิ่มเติมเป็นพิเศษก็คือในส่วนของการชดเชยแรงดัน สามารถปรับแต่งให้แรงดันเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้


สมมุติ แรงดันมาตรฐานอยู่ที่ 1.1 บาร์ สามารถตั้งไว้ที่ 1.5 บาร์ค่อยให้ตัดกลับเป็นน้ำมัน ถ้าหากหม้อต้มมีปัญหา แรงดันสวิงขึ้นไปสูงมาก พอแก๊สหนา ปรับไม่ได้ ก็จะวิ่งกลับ ไปหาน้ำมัน แต่พอแรงดันลดลงก็จะกลับมาเป็นแก๊สเอง เท่ากับเป็นการป้องกันเครื่องยนต์ดับ กลางอากาศไว้ทั้งหมด

2) เจาะลึก Europegas OSCAR-N สุดยอดเทคโนโลยีเชื่อมต่อระบบ OBD CAN

 europe_gas_oscar_n_obd_can_plus_011.jpg

ในปัจจุบันระบบคอมพิวเตอร์มีความสำคัญมากขึ้นและถูกนำเข้ามาใช้ในงานที่มาก มาย หลายหลาก คอมพิวเตอร์จะถูกแบ่งออกเป็นขนาดต่างๆ ตามการใช้งานระบบคอมพิวเตอร์เหล่านี้นอกจากจะทำงานบนตัวเองแล้ว เรายังสามารถที่จะนำมาต่อกัน ส่งข้อมูลถึงกันเพื่อให้สามารถทำงานได้หลากหลายมากขึ้นซึ่งเราเรียกระบบ เหล่านี้ที่มีการเชื่อมโยงกันเหล่านี้ว่าระบบเน็ตเวิร์คหรือระบบเครือข่าย คอมพิวเตอร์ระบบเครือข่ายที่นิยมใช้ในปัจจุบันสำหรับคอมพิวเตอร์นั้นคือระบบ LAN (Local Area Network) ซึ่งระบบ LAN จะถูกกำหนดมาตรฐานสำหรับระบบของตัวเอง


ในวงการคอมพิวเตอร์ เรารู้จักกับระบบ LAN (Local Area Network) ดี อย่างไรก็ตามระบบเครือข่ายนั้นๆ มักจะถูกออกแบบตามความเหมาะสมของงานระบบ LAN (Local Area Network) ถูกออกแบบมาใช้กับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีการส่งข้อมูลขนาดใหญ่มากๆ แต่สำหรับระบบขนาดเล็ก เช่น การสื่อสารข้อมูลระหว่างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เซนเซอร์ ต่างๆ กับ จุดคอนโทรลหรือคอมพิวเตอร์ การใช้งานระบบ LAN (Local Area Network) ดูเหมือนจะเกินความจำเป็น ไม่เหมาะสมทั้งทางด้านคุณสมบัติและการลงทุนทางด้านค่าใช้จ่าย ดังนั้นระบบเครือข่ายสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เซนเซอร์ (Sensor) และคอนโทรลเลอร์ต่างๆ จึงมีการพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้มีความเหมาะสมต่อการใช้งาน

ประวัติของ Control Area Network (CAN)

CAN (Control Area Network) หรือ CAN Protocol ถูกพัฒนาโดย Bosch และได้รับมาตรฐานISO 11898 ในปี 1994 ระบบ Control Area Network (CAN) ถูกทำมาใช้ในการควบคุมและส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ใน เครื่องยนต์ นอกจากนี้ CAN (Control Area Network) สามารถนำมาประยุกต์ใช้สำหรับ ไมโครคอนโทรลเลอร์ช่วยควบคุมระบบเครือข่ายในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น การควบคุม ระบบบัส (System Bus) ที่อยู่ในเครื่องจักรและอาจมีการควบคุมการทำงานของ เซ็นเซอร์ (Sensor) หรืออุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในระบบ CAN (Control Area Network) แต่ละข้อความ (Message) ที่ส่งออกมาจะมีความชัดเจนในการส่งข้อมูล ในมาตรฐานของ CAN (Control Area Network) จะมีการส่งข้อความ (Message) ออกมาครั้งละ 11 บิตซึ่งจะทำให้เกิดข้อความ (Message) หรือคำสั่งที่แตกต่างกันได้ถึง 2048 ข้อความ (Message) และนอกจากนี้ได้มีการขยายมาตรฐานของ CAN (Control Area Network) ออกมาอีกโดยมีการกำหนดข้อความ(Message) ครั้งละ 29 บิตซึ่งจะทำเกิดข้อความ (Message) หรือคำสั่งที่แตกต่างกันได้สูงสุดถึง 536 ล้านข้อความ (Message)

CAN (Control Area Network) สามารถมีตัวควบคุมหลัก (Master)ได้มากกว่าหนึ่งตัว ในกรณีที่มีตัวควบคุมหลักมากกว่าหนึ่งตัวแต่ละตัวจะมีสิทธิเท่าเทียมกันและ จะมีหน้าที่การทำงานเหมือนกัน ข้อดีที่สำคัญของการใช้ CAN (Control Area Network) แบบตัวควบคุมหลักหลายตัว (Multi-Master) คือ ตัวควบคุมหลัก (Master) แต่ละตัวจะสามารถทำงานและควบคุมได้ด้วยตัวของมันเอง และสามารถส่งข้อความ (Message) หรือรับการร้องขอ (Request)ได้ แล้วแต่กรณี การที่ใช้ CAN (Control Area Network) แบบ Multi-Master จะมีข้อดีต่อระบบเครือข่ายคือในกรณีทีมีการเสียหรือเกิดข้อผิดพลาด (Error)ที่ตัวควบคุมหลัก (Master) จะไม่ส่งผลกระทบต่อระบบเครือข่ายและจะไม่ทำให้ระบบบัส (System Bus)ล้มเหลวหรือทำงานไม่ได้

CAN (Control Area Network) ถูกพัฒนาโดยบริษัทในประเทศเยอรมันของ Robert Bosch สำหรับใช้ในอุตสาหกรรมประกอบรถยนต์ เพื่อที่จะช่วยลดปัญหาต้นทุนระบบบัส (System Bus) และการเลือกใช้ระบบ CAN (Control Area Network) เป็นทางเลือกที่เหมาะสมและประหยัดค่าใช้จ่ายที่สุด

อุตสาหกรรมรถยนต์ใช้ CAN (Control Area Network) ช่วยเพิ่มความสามารถในการประยุกต์ใช้งานและเนื่องจาก CAN (Control Area Network) สามารถแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพและความสามารถ ในปัจจุบัน CAN (Control Area Network) ถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมหลายประเภทเพื่อใช้ควบคุมและเนื่องจากจุดเด่นของ CAN (Control Area Network) คือความเร็ว ประสิทธิภาพและความปลอดภัย

CAN (Control Area Network) ได้รับมาตรฐาน ISO 11898 (สำหรับ High-Speed Application) และ ISO 11519 (สำหรับ Lower-Speed Application)

โครงสร้างของ Control Area Network (CAN)

CAN (Control Area Network) คือระบบเครือข่ายการสื่อสารข้อมูลที่มีประสิทธิภาพสูง ทำงานด้วยความรวดเร็วแบบทันทีทันใด (Real Time) และมีการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลอยู่ในระดับสูง เป็นระบบเครือข่ายที่มีความเร็วสูงและมีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งหรือดูแล รักษาต่ำได้มีการนำเอา CAN (Control Area Network) มาใช้ในรถยนต์ในส่วนของเครื่องยนต์เพื่อช่วยในการควบคุมการทำงานของ เซ็นเซอร์ (Sensor) เช่น การควบคุมกระจกไฟฟ้า การควบคุมระบบไฟในรถยนต์

ข้อดีของ CAN (Control Area Network)

CAN (Control Area Network) หรือ CAN bus คือการสื่อสารแบบต่อเนื่อง (Serial) สำหรับควบคุมอุปกรณ์ต่างๆแบบทันทีทันใด (Real Time) ซึ่ง CAN (Control Area Network) สามารถจัดการกับอัตราการขนถ่ายข้อมูลได้สูงสุดถึง 1 Megabits ต่อวินาที มีความสามารถในการตรวจจับข้อผิดพลาด (Error Detection) ได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยในการประหยัดค่าใช้จ่าย

ความเสถียรภาพในการทำงาน

CAN (Control Area Network) สามารถที่จะจัดการกับข้อมูล (Data) ที่ส่งหรือรับในสภาวะที่สภาวะแวดล้อมไม่ปกติและมีการขยายการตรวจจับข้อผิด พลาด (Error Checking) เพื่อให้แน่ใจว่า การสื่อสารข้อมูล (Data) นั้นๆ ค่าความผิดพลาด (Error) ถูกตรวจพบ ตามมาตรฐาน ISO 11898 ได้กล่าวสนับสนุนว่า Control Area Network (CAN) ยังคงทำงานอยู่ได้เมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านี้คือ สายสื่อสารระหว่างกันมีปัญหาเกิดการเสียหาย สายสื่อสารมีการช็อตกับไฟขั้วบวกหรือสายสื่อสารมีการช็อตกันกับไฟขั้วลบ

สำหรับเครื่องยนต์ของรถยนต์ในปัจจุบัน จะใช้กล่องคอมพิวเตอร์ (ECU) ควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ทั้งหมด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องยนต์และควบคุมปริมาณการปล่อยไอเสียให้อยู่ ในเกณมาตรฐานซึ่งระบบ ดังกล่าวได้มีการจัดทำเป็นมาตรฐานขึ้นมา เรียกว่า OBD-II ย่อมาจาก On-Board Diagnostics generation II เป็นมาตรฐานที่กำหนดขี้นร่วมกันโดย SAE และ ISOโดยกำหนดมาตรฐานวิธีการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางดิจิตอล ระหว่างระบบคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งบนรถยนต์ที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยไอเสีย โดยมีผลบังคับใช้ สำหรับรถยนต์ที่ จำหน่ายในอเมริกาตั้งแต่รุ่นปี 1996 เป็นต้นมา ทำให้บริษัทรถยนต์ค่ายอื่นทั้งเอเชียและยุโรป ก็มีการติดตั้งระบบนี้ด้วยเช่นกันจนกลายเป็นมาตรฐานของรถยนต์ทั้งโลก ข้อมูลที่อ่านจากระบบจะบอกให้ทราบถึงสถานะของส่วนต่างๆที่ เกี่ยวข้องกับควบคุมเครื่องยนต์ เกือบทั้งหมดรวมทั้งระบบมี ECU ต่อร่วมกันหลายตัว ในรถยนต์คันเดียวกัน เป็นเน็ตเวิร์ค (CAN)

  • บริษัทผลิตรถยนต์ ประเทศอเมริกา จะเรียกว่า OBD-II (California ARB)
  • บริษัท ผลิตรถยนต์โซนยุโรป จะเรียกว่า EOBD (European OBD)
  • บริษัทผลิตรถยนตื ประเทศญี่ปุ่น จะเรียกว่า JOBD (Japanese OBD)


สำหรับ ระบบ ODB-II นั้น ส่วนที่เป็นประโยชน์มากสำหรับผู้ใช้รถยนต์หรือผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการ ซ่อมรถยนต์ คือ การอ่านรหัสผิดพลาดที่ ECU บันทึกไว้ และเตือนให้ผู้ขับขี่ทราบผ่านทางไฟ Check Engine หรือ ใช้สำหรับอ่านค่าอินพุทจากเซ็นเซอร์หรือสถานะต่างๆแบบเรียลไทม์ที่ ECU มองเห็นและใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจและใช้ควบคุม เครื่องยนต์เช่น ความเร็วรอบ ความเร็วของรถยนต์ โหลดของเครื่องยนต์ อุณหภูมิเครื่องยนต์ อุณหภูมิอากาศ Fuel Trim สถานะของระบบควบคุม Open/Closed loop ออกซิเจนเซ็นเซอร์ และอื่นๆอีกมากมาย เพื่อใช้ในการตรวจ วิเคราะห์อาการผิดปกติของเครื่องยนต์

 obd_sticker.gif

 รถยนต์ที่จำหน่ายตั้งแต่ปี 1996 จะต้องมีระบบ ODB-II (ในประเทศไทยอาจจะช้ากว่าในบางรุ่น) โดยปกติสามารถ

สังเกตุได้ที่สติ๊กเกอร์ที่ติดไว้ที่ฝากระโปรงรถจะมีคำว่า ODB-II Certifiled ระบบ ODB-II ที่ติดตั้งที่รถยนต์มี 5 โปรโตคอล

1. J1850 PWM เป็นของรถยนต์จากค่าย FORD MAZDA สังเกตุคอนเนคเตอร์ต้องมีขา 2,4,5,10,16 ความเร็ว 100Kb/S

2. J1850 VPW เป็นของรถยน์ืจากค่าย GM สังเกตุคอนเนคเตอร์ต้องมีขา 2,4,5,16 แต่ไม่มีขา 10 ความเร็ว 100Kb/S

3. ISO9141-2 เป็นรถยนต์จากค่าย (ประเทศญี่ปุ่นและยุโรป) สังเกตุคอนเนคเตอร์ต้องมีขา 4,5,7,16,15 ความเร็ว 10Kb/S

4. ISO14230-4 หรือ KEYWORD PROTOCOL 2000

5. ISO15765-4/SAEJ2480 (CAN) เป็นรถยนต์จากค่ายยุโรป สังเกตุคอนเนคเตอร์ต้องมีขา 4,5,6,14,16 ความเร็ว 1-10Mb/S

คอน เนคเตอร์ 16 ขา (Diagnostic Link Connectors : DLCs) ตามมาตรฐาน J1979 จะติดตั้งไว้ ด้านคนขับห่างจากบริเวณหน้าปัดไม่เกิน 30 ซม.

 6a78265a590cbf78.jpg

oscar-n obd can ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับระบบรถทีมีการติดต่อสื่อสารระหว่างกล่อง อีซียู ที่มีกล่องอีซียูหลายใบในรถคันเดี่ยวกัน เช่น กล่อง อีซียูเครื่องยนต์ ,กล่องเอบีเอส, กล่องแอร์แบ็ก เพื่อลดจำนวนสายไฟลง จึงจำเป็นต้องใช้ can-bus ในการติดต่อสื่อสารจะใช้สายไฟแค่สองเส้น เรียกว่า can-high, can-low เป็นตัวส่งผ่านข้อมูลซึ่งในการส่งผ่านข้อมูล เราจะใช้โปรโตคอล ในการติดต่อสื่อสารระหว่างกล่องอีซียู ค่ายรถแต่ละค่ายจะมีโปรโตคอลเป็นของตนเอง เช่น

- TOYOTA ใช้การติดต่อสื่อสาร CAN BUS STD-500 new vios new altis new camry , vego iso914---fast

- HONDA ใช้การติดต่อสื่อสาร CAN BUS EXT-500 new city new civic new accord

- NISSAN ใช้การติดต่อสื่อสาร CAN BUS ISO-9141 teanna tiida

- MITSUBISHI ใช้การติดต่อสื่อสาร CAN BUS STD-500 triton

ในปัจจุบันนี้การติดต่อสื่อสารที่เร็วที่สุด คือ รุ่น STD-500

กล่องอีซียู oscar-n obd can ถูกออกแบบมาเป็น STD-500 ดังนั้น รถรุ่นที่มีการติดต่อสื่อสารแบบ STD-500 สามารถ connect can-bus ได้ทันที่โดยไม่ต้องใช้กล่องแปลงสัญญาณ ส่าน EXT-500 ซึ่งเป็น CAN-BUS แต่มีความเร็วตำกว่า STD-500 ทางบริษัทผู้ผลิต (EUROPEGAS) จะทำการปรับปรุงซอฟแวอร์ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้รองรับการสื่อสารแบบ EXT-500 ส่วน ISO 9141 ทางบริษัทผู้ผลิต (EUROPEGAS) จะส่งกล่องแปลงสัญญาณมาให้ทดลอง เนื่องจากทางผู้ผลิต เลือกใช้โปรโตคอลที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุด STD-500 ดังนั้น ในอนาคตทางผู้ผลิตจะทำการพัฒนาเผื่อปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น

 

ที่มา : www.iwebgas.com

comments powered by Disqus